
ตอนที่ 2 พระเครื่องหลวงปู่ชอบ วัดเขารังเสือ
ภาพหลวงปู่ชอบ ปทีโป
(ขออนุญาตหลวงปู่ในการอัญเชิญภาพจากการจินตนาการภาพประกอบของผมครับ)
ก่อนที่ผมจะเรียบเรียงตอนที่3 เป็นเรื่องของพระเครื่องหลวงปู่ชอบ วัดเขารังเสือนั้น ต้องขอเล่าเรื่องบอกกับทุกๆท่านอย่างตรงๆเลยว่า ผมไม่ใช่ผู้ชำนาญการพระเครื่องหรือภาษาปัจจุบันชอบเรียกว่าเซียนพระ แต่ผมจะเชื่อด้วยปัญญาของผมเองว่าพระเครื่ององค์ไหนที่ผมจะแขวนติดตัวไว้บูชาแล้วอาราธนาขอให้คุณพระเครื่องช่วยเหลือดลจิตดลใจ ให้หนึ่งสมอง สองมือ สองขาของผมนี้ประดุจดั่งความไพบูลย์ผาสุกคุ้มครองตัวผมเองและผู้ที่อยู่ในรัศมีที่คุณพระเครื่องที่ผมแขวนคุ้มครองเขาด้วย
พระเครื่องของหลวงปู่ชอบ ปทีโปในตอนที่3นี้ผมต้องขอบารมีธรรมงานวิจัยที่ท่านเจ้าอาวาสวัดเขารังเสือรูปปัจจุบัน พระอาจารย์บรรพต คงศักดิ์ อธิบายลงรายละเอียดด้วยภาษาวิชาการ เผยแพร่ให้กับทุกๆท่านได้ทราบครับ
“หลวงปู่ชอบท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติ โดยเป็นพระที่ไม่ได้เน้นเรื่องของการสร้างวัตถุมงคล ในความเป็นจริงวัตถุมงคลที่ปรากฏอย่างหลากหลายหลวงปู่ชอบไม่ได้เป็นผู้สร้างขึ้นมา แต่เป็นผู้ปลุกเสกเนื่องจากลูกศิษย์จะเป็นผู้สร้างถวายเพื่อให้ท่านปลุกเสกไว้แจกประชาชนที่เข้ามาทำบุญในวัดในแต่ละโอกาสแต่ละเทศกาลเพื่อเป็นอนุสรณ์และเครื่องเตือนใจว่าได้มาทำบุญที่วัดเขารังเสือกับพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบผู้เต็มเปี่ยมด้วยเมตตาบารมีรูปหนึ่ง
ลักษณะของวัตถุมงคลหลวงปู่ชอบมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปอยู่หลายประเภท ได้แก่ พระกรุ พระเหรียญ พระผง พระกริ่ง พระช่อ พระนาคปรก พระปิดตา รูปหล่อ ภาพถ่าย กระดาษยันต์ ผ้ายันต์ ธง ตะกรุด รูปหล่อเสือ ลูกอม ประคำ ถุงเงิน-ถุงทอง เป็นต้น ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นประเภทต่างๆได้ ดังนี้
1. พระกรุ หมายถึง พระที่ได้จัดสร้างขึ้นมาจำนวนหนึ่ง และได้ทำการบรรจุเก็บไว้โดยการฝังหรือการเก็บไว้ในที่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในศาสนา ไม่ได้นำมาเก็บไว้เป็นของส่วนตัวในบ้านเรือน (ศรีศักร วัลลิโภดม 2537 : 13) พระกรุของหลวงปู่ชอบที่ปรากฏมี 3 ประเภท คือ 1.พระเนื้อผง 2.พระเนื้อชิน 3.ลูกอมผงพุทธคุณ ซึ่งทั้ง 3 ประเภทนี้สร้างขึ้นก่อน พ.ศ. 2531
1.1 พระเนื้อผง พระเนื้อผงเกิดจากการที่มีผู้คนเข้ามากราบไหว้และได้นำเอาสิ่งของมาสักการะ เช่น เศษผงทอง ขี้ธูป น้ำตาเทียน น้ำมนต์ และน้ำมัน โดยในบางคนนำสิ่งต่างเหล่านี้กลับไปสักการะเพื่อเป็นสิริมงคลหรือใช้เป็นยารักษาโรคตามความเชื่อของแต่ละบุคคล แต่ในบางคนนำสิ่งของต่างๆ เหล่านั้นมาผสมผสานกันให้เหนียวและกดลงในแม่พิมพ์รูปองค์พระ ซึ่งนับว่าเป็นการกำเนิดของการสร้างพระเนื้อผงในเวลาต่อมา (พระอุบาลีคุณูปมาจารย์กับตำนานวัดไร่ขิง 2549 : 175)
สิ่งที่สำคัญมากอย่างหนึ่งในการสร้างพระเนื้อผงคือ มวลสารต่างๆ ที่นำมาผสมในการสร้าง ลักษณะของมวลสารที่นำมาเป็นส่วนผสมนั้นอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
ประเภทแรก มวลสารที่มีอยู่แล้ว หมายถึง มวลสารที่ปรากฏมีอยู่แล้วในโลกนี้ โดยไม่ได้ทำการสร้างปลุกเสกมวลสารเหล่านั้นขึ้นมาใหม่ โดยอาจแบ่งย่อยลงไปได้อีกก็คือ
ก. มวลสารตามธรรมชาติ คือ มวลสารที่เป็นสิ่งที่อยู่แล้วตามธรรมชาติ เช่น ว่าน 108 ดินจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ไม้พญางิ้วดำ เขี้ยวเสือ หนังเสือ งาช้าง ฯลฯ
ข. มวลสารศักดิ์สิทธิ์ คือ มวลสารที่ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่เกิดมีอยู่แล้วจากสิ่งต่างๆ ที่มนุษย์สร้างไว้แต่เดิม เช่น คราบโบสถ์ ไคลเสมา กระเบื้องหลังคาโบสถ์ ฯลฯ
ประเภทที่สอง มวลสารที่สร้างขึ้นใหม่ คือ มวลสารที่เกิดจากการปลุกเสกลงอักขระเลขยันต์คาถาต่างๆ ขึ้นมาใหม่เพื่อใช้เป็นส่วนผสมในการสร้างพระเครื่องต่างๆ เหล่านั้น แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ
ก. มวลสารผง คือ การสร้างประสมปลุกเสกลบเอาผงต่างที่เขียนขึ้นมาเพื่อใช้ในการผสมสร้างพระเครื่อง ซึ่งการทำผงนั้นมีหลายรูปแบบ เช่น ผงปถมัง ผงอธิเจ ผงมหาราช ผงตรีนิสิงเหฯลฯ
ข. มวลสารโลหะและอื่นๆ คือ การนำแผ่นโลหะต่างๆ เช่น แผ่นทอง เงิน นาค นวโลหะ ฯลฯ มาทำการลงอักขระปลุกเสกเลขยันต์ลงไป แล้วนำไปหล่อหลอม รวมเป็นส่วนผสมของพระเครื่องที่มีการสร้างในลักษณะเนื้อโลหะ (รอบทิศ ไวยสุศรี 2551 : 50 –57)
การสร้างพระเนื้อผงของหลวงปู่ชอบ ปทีโป (พงษ์ไพบูลย์) วัดเขารังเสือนั้นใช้มือกดกับแม่พิมพ์เรียกว่า พระพิมพ์มือ สัมฤทธิ์ มุ่งหมาย กล่าวว่า “พระเนื้อผงรุ่นนี้ หลวงปู่ให้พระที่บวชอยู่ในขณะนั้นและญาติโยมที่มีจิตศรัทธามาช่วยสร้าง พระรุ่นนี้ทำมาจากเนื้อดินที่มีอยู่ในถ้ำและในบริเวณวัด” (สัมฤทธิ์ มุ่งหมาย 2553 : สัมภาษณ์) ขณะเดียวกันก็มีส่วนผสมอื่นๆ อีกหลายชนิด ได้แก่ เศษพระแตกหักจากกรุต่างๆ เช่น เศษพระแตกหักจากกรุวัดเจติยาราม (วัดเจดีย์หัก)* โดยนำพระแตกหักเหล่านี้มาตำให้ละเอียดด้วยครกหินแล้วนำมาผสมกับมวลสารต่างๆ เช่น ปูนเปลือกหอย เกสรดอกไม้ ดอกไม้ที่บูชาพระแล้วนำมาตากแห้ง กล้วยน้ำว้า น้ำมันตังอิ๊ว นำวัสดุเหล่านี้มาคลุกเคล้าให้เข้ากันให้ดีเสร็จแล้วนำมาลงในแบบแม่พิมพ์ กดพิมพ์ เมื่อกดพิมพ์เสร็จเรียบร้อยแล้วนำพระออกจากแม่พิมพ์แล้วนำออกมารอให้พระเนื้อแห้งดีแล้วจึงนำออกมาเก็บรักษา (สัมฤทธิ์ มุ่งหมาย 2553 : สัมภาษณ์)
ขณะที่สร้างพระเนื้อผงอยู่นั้นหลวงปู่แนะนำให้พระที่ช่วยกันสร้างทำใจให้สะอาด บริสุทธิ์พร้อมทั้งท่องบทสวดมนต์ไปด้วย บทสวดมนต์ส่วนใหญ่จะเป็นบทถวายพรพระ ซึ่งชาวพุทธส่วนใหญ่รู้จักกันดีในบทที่ชื่อว่า อิติปิโส, พาหุง และมหากาฯ(พระพุทธมนต์ทั้ง 3 บทนี้เป็นที่รู้จักกันในหมู่ชาวพุทธที่ไปทำบุญที่วัดกันเป็นประจำและในหมู่ชายไทยที่ได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว เรียกกันว่าบทถวายพรพระ คือบทสวดสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัย บทสวดระลึกนึกถึงพระพุทธชัยมงคลทั้ง 8 อันได้แก่ บทสวดระลึกนึกถึงพระพุทธชัยมงคลในคราวที่ทรงชนะต่อพญามาร เป็นต้น และบทสวดชัยมงคลคาถา) หลังจากได้พระเนื้อผงตามที่ต้องการแล้ว หลวงปู่ก็นำมาอธิฐานจิตแล้วนำไปเก็บบรรจุไว้ตามที่ต่างๆ เช่น ถ้ำที่หลวงปู่อยู่จำวัตรปฏิบัติธรรม ถ้ำน้ำมนต์ เป็นต้น (คงศักดิ์ พลจันทร์ 2552 : สัมภาษณ์) พระเนื้อผงรุ่นนี้มีอยู่ด้วยกัน 4 พิมพ์ ที่มีลักษณะดังนี้ ได้แก่ พิมพ์ที่ 1 พระสมเด็จ พิมพ์ที่ 2 พระทุ่งเศรษฐี(พระปางลีลา) พิมพ์ที่ 3 พระ สีวลี พิมพ์ที่ 4 พระนางพญา
- ฮิต: 144