
ตอนที่ 1 ประวัติหลวงปู่ชอบ ปทีโป

ขอขอบคุณภาพถ่ายจากคุณทหารช่างเขากรวด
ก่อนที่ผมจะเรียบเรียงและเขียนประวัติของหลวงปู่ชอบ ปทีโป นี้ ผมต้องขอขอบพระคุณท่านเจ้าอาวาสวัดเขารังเสือรูปปัจจุบันก่อนคือ ท่านพระอาจารย์บรรพต คงศักดิ์ ที่ท่านได้มีเมตตาให้เอกสารงานวิจัยปริญญาโทวิทยานิพนธ์ที่สำคัญนี้ของท่านกับผม และเป็นฉบับที่ละเอียดที่สุดในประวัติของหลวงปู่ ใจส่วนลึกๆผมไม่อยากตัดทอนภาษาวิทยานิพนธ์ของท่านส่วนหนึ่งส่วนใดออกอยากให้เป็นภาษาวิชาการเผยแพร่ให้สาธุชนรับทราบตามต้นฉบับเดิมทุกประการ
ทีนี้พอผมเริ่มทดสอบลงบทความงานวิทยานิพนธ์อย่างเต็มรูปแบบก่อนอัพโหลดขึ้นเวปไซด์พัดโบกผลปรากฏว่า เนื้อหามีความยาวมากถึงหนึ่งร้อยสิบหกหน้า ทำให้ในหนึ่งหน้าเวปยาวเกินไป จึงจำเป็นต้องกระชับแปลคำพูดทางภาษาวิชาการเป็นภาษางานเขียนธรรมดาแทน เพื่อให้กระชับต่อการเผยแพร่ประวัติคุณพระของหลวงปู่ชอบ ปทีโป ผมต้องขอกราบอภัยต่อพระอาจารย์บรรพตท่านเจ้าอาวาสวัดเขารังเสือมา ณ.ที่นี้ด้วยขอรับ หากไม่มีพระอาจารย์ให้ข้อมูลแล้ว เนื้อหาประวัติของหลวงปู่คงจะไม่สมบูรณ์เป็นแน่แท้ เพราะลำพังผมเองผู้เป็นเสมือนสะพานเชื่อมต่อให้เรื่องราวแห่งอดีตมาบรรจบกันนั้นคงไม่มีความสามารถพอแน่ จึงต้องกราบขอบพระคุณท่านพระอาจารย์บรรพตเป็นอย่างสูง
ประวัติหลวงปู่ชอบ ปทีโป
หลวงปู่ชอบ ปทีโป ท่านมีชื่อเดิมว่า ฮุ้น นามสกุล พงษ์ไพบูลย์ ท่านเกิด วันอังคาร วันที่ ๒๘กุมภาพันธ์ ๒๔๕๓ ขึ้น ๑ค่ำ เดือน๔ ปีจอ ที่ หมู่๓ ตำบลทุ่งสมอ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี โยมพ่อชื่อ “ กิว ” โยมแม่ชื่อ “อิ่ว” นามสกุล “พงษ์ไพบูลย์” หลวงปู่ท่านเป็นลูกคนที่๒ ในจำนวนพี่น้อง ๘คน
ครอบครัวของหลวงปู่มีอาชีพชาวไร่ชาวนา ในวัยเด็กของหลวงปู่ท่านเข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนวัดทุ่งสมอ ระหว่างชั้นประถมวัยนี้ท่านได้เปลี่ยนชื่อจากเด็กชาย “ฮุ้น” เป็นเด็กชาย “ชอบ” จนกระทั่งหลวงปู่เรียนจบชั้นประถม4 ที่วัดทุ่งสมอ ท่านก็เข้าไปเรียนต่อ ม.1(............ผมคำณวนอายุของหลวงปู่เป็น 2ช่วงตอนนี้ท่านน่าจะมีอายุอยู่ที่ 11-13ปี หรือ 12-14ปีอย่างใดอย่างหนึ่ง.......) ที่โรงเรียนวิสุทธรังสีและท่านก็ได้อาศัยข้าวก้นบาตรเป็นลูกศิษย์วัดพักอยู่ที่วัดเหนือ (วัดเทวสังฆาราม) ณ.อารามสถานที่แห่งนี้ครานั้นเองหลวงปู่ในวัยเด็กจึงได้มาพบมาเป็นเพื่อนกับสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ในวัยพระเยาว์
แต่หลวงปู่ก็เรียนที่นี่ได้เพียงปีเดียวนั่นคือจบ มัธยมศึกษาปีที่ 1ท่านก็ต้องกลับบ้านที่หมู่3บ้านทุ่งสมอเพื่อกลับไปช่วยเหลือครอบครัวของท่าน จนกระทั่งเวลาผ่านไปล่วงถึงอายุ 22ปี หลวงปู่ได้ขออนุญาตพ่อกิว แม่อิ่ว บวช ท่านจึงได้บวชที่วัดทุ่งสมอ บ้านของท่านแห่งนี้เอง
และแล้ววันสำคัญก็มาถึง นายชอบ พงษ์ไพบูลย์ ได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ในวันอังคารที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๔๗๕ ตรงกับ วันแรม๑๐ค่ำ เดือน๗ ปีวอก .......(ข้อมูลปฏิทิน๑๐๐ปี).
ได้รับฉายาว่า “ปทีโป” มี ท่านพระครูวัตตสารโสภณ เจ้าอาวาสวัดดอนเจดีย์ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์
หลวงปู่ชอบ ท่านมีความเพียรวิริยะอุตสาหะเป็นอย่างยิ่งหลังจากท่านบวชในเดือ มิถุนายน ๒๔๗๕ ปีนั้นท่านก็สามารถสอบผ่านนักธรรมตรีได้ทันที พอปีต่อมา พ.ศ ๒๔๗๖ ท่านก็สามารถสอบนักธรรมโทได้ ครั้นปีรุ่งขึ้น พ.ศ.๒๔๗๗ หลวงปู่ก็สามารถสอบท่องจำพระปาฏิโมกข์ได้ ซึ่งการท่องจำพระปาฏิโมกข์นั้นอยู่ในวิชา “วินัยนักธรรมชั้นเอก”(ขอขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.sahavicha.com/?name=blog&file=readblog&id=513)
เวลาผ่านไปถึงปี พ.ศ.๒๔๘๗ หลวงปู่ชอบ ท่านก็สอบผ่านนักธรรมชั้นเอกได้ ที่วัดทุ่งสมอ (......จากผลต่าง พ.ศ.๒๔๗๗ ถึง พ.ศ.๒๔๘๗ ภาคงานวิจัยของพระอาจารย์บรรพต ไม่ได้กล่าวถึงว่าหลวงปู่ท่านมีประวัติอย่างไร แต่ภาคงานวิจัยของท่านพระอาจารย์บรรพตเขียนว่า “สงครามโลกครั้งที่ 2 เพิ่งสิ้นสุด พระชอบได้ออกธุดงค์ไปกับพระอาจารย์เกรา กามฉินฺโน ซึ่งเป็นพระลูกพี่ลูกน้องกับท่าน ทั้งสองรูปเดินธุดงค์ขึ้นไปทางภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย คือ จังหวัดพิจิตร และพิษณุโลก” ( อนึ่ง สงครามโลกครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๒ถึงปี พ.ศ.๒๔๘๘))
แสดงว่าช่วงปี ๒๔๗๗ เป็นต้นมา สภาพบ้านเมืองเริ่มเข้าสภาวะความแปรปรวน ชีวิตความเป็นอยู่ของพระสงฆ์ ญาติโยมค่อนข้างลำบาก การสืบค้นประวัติจึงหาแหล่งอ้างอิงให้ข้อมูลยากมาก บ้านทุ่งสมอนั้น ผมดูจากกูเกิ้ลเอิร์ธ จินตนาการในภาพของอดีตคงเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าป่าโปร่งมีสภาพธรรมชาติเป็นป่าทุ่งหญ้าพะเนินทุ่งลำเนาไพร ทางฟากฝั่งตะวันตกอยู่ใกล้แม่น้ำแควน้อย มีเขาเตี้ยๆและถัดไปก็เข้าไทรโยคของแนวเขตภูเขาตะนาวศรี ผืนป่าโปร่งไม้ต้นหลายคนโอบคงจะกระจายตัวอยู่ชุกเต็มไปหมด
ทำไมหลวงปู่ท่านจึงเดินธุดงค์ ?................... ผมไม่มีคำตอบ..................
ด้วยอายุของหลวงปู่อยู่ราวๆ ๒๔ปี ถึง ๕๒ปี ท่าน ตั้งต้นธุดงค์จากวัดทุ่งสมอเพื่อที่จะไปภาคเหนือตอนล่าง เข้าจังหวัด (ผมสันนิษฐานว่าท่านน่าจะเข้าผืนป่าตะวันตก ได้แก่ ผืนป่าห้วยขาแข้ง ผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวร สู่ผืนป่าภาคเหนือตอนล่าง ต้องผ่านผืนป่าคลองลาน ....) พิจิตร พิษณุโลก แล้วท่านก็ธุดงค์วกกลับมาที่กาญจนบุรีอีกครั้งหนึ่ง มาบ้านทุ่งสมอมารักษาการณ์เจ้าอาวาสบ้านทุ่งสมออยู่ช่วงหนึ่ง จากนั้นท่านก็ธุดงค์ไปทางภาคตะวันออก ( ผมสันนิษฐานว่าท่านอาจจะเดินเท้า ข้ามไปบ้านโป่ง บางเลน เลาะไปทางปทุมธานี เข้าชานเมืองกรุงเทพๆทะลุรอยต่อชลบุรีฉะเชิงเทรา เข้าผืนป่าเขาบางพระ อ่างฤาใน เขาชะเมา ไปจบที่วัดปากน้ำระยอง) จังหวัดระยอง สิ้นสุดเอาเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๐๕ ขณะนั้นหลวงปู่มีอายุได้ 52ปี พรรษาที่ 30 นับได้ว่าท่านเป็นพระผู้อาวุโส ผู้แจ้งในธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า.........การเดินธุดงค์ของพระกรรมฐานในสมัยนั้น พ.ศ.๒๔ปลายๆ ถึง พ.ศ.๒๕ต้นๆ ถ้าสมาธิจิตอบรมมาไม่ถึงระดับที่ อัตตาหิ อัตตโน นาโถ ได้ย่อมมีทุกข์มากและอาจถึงขั้นเอาตัวเองไม่รอด แต่จากประวัติที่พระอาจารย์บรรพตท่านรวบรวมและวิจัยได้ ย่อมแสดงว่า “หลวงปู่ชอบ ปทีโป ท่านต้องมีดีนอกและดีใน อย่างแน่นอน”.............
งานวิจัยของพระอาจารย์บรรพตกล่าวว่า “หลวงพ่อชอบอยู่จำพรรษาและดำรงตำแหน่งรักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดทุ่งสมอได้ระยะหนึ่ง จึงได้ออกธุดงค์ไปอยู่กับพระอาจารย์เกรา โดยไปที่วัดท่าเสา จังหวัดกาญจนบุรี แต่เมื่ออยู่จำพรรษาที่วัดนี้ได้ระยะหนึ่ง พระทั้งสองรูปก็ออกเดินทางธุดงค์ต่อไปอีก โดยในครั้งนี้หลวงพ่อชอบและพระอาจารย์เกรา ได้เดินทางธุดงค์มายังชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของประเทศไทย คือ ไปยังวัดปากน้ำระยอง ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เมื่อธุดงค์ไปถึงทายกทายิกานิมนต์ให้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ เมื่อวันที่ 12 เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2505 โดยอยู่ปฏิบัติสมณธรรมและสนองศรัทธาให้ญาติโยมที่เลื่อมใสในวัตรปฏิบัติของท่านได้สักระยะหนึ่ง ก็ได้ลาญาติโยมเพื่อออกเดินธุดงค์ต่อ การเดินธุดงค์ในครั้งนี้ ก็ได้เดินทางกลับสู่ภาคกลางโดยได้มาอยู่ปฏิบัติและเจริญสมณธรรม ณ ถ้ำเขาน้อย ซึ่งอยู่ใกล้กับวัดเขางูสันติธรรม ตำบลเกาะพลับพลา อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี (ในปัจจุบันนี้) (หนังสือสุทธิ 2505 : 6-9) โดยอยู่ปฏิบัติธรรมที่แห่งนี้ได้ประมาณ 1 ปี ทั้งสองรูปก็ลาญาติโยมที่อยู่บริเวณถ้ำเขาน้อยแล้วเดินทางธุดงค์มาอยู่ยังเขานกกระจิบ ตำบลห้วยไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี จากนั้นก็ได้เดินธุดงค์ต่อมายังถ้ำเขารังเสือ ตำบลปากช่อง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี เมื่อ พ.ศ.2508 (ประวิทย์ จำปาทอง 2552 : สัมภาษณ์)”
จากข้อความข้างบนแสดงว่าพรรษาที่ ๓๐ ถึง พรรษาที่ ๓๓ หลวงปู่ท่านพักเป็นช่วงๆและท่านก็สิ้นสุดการธุดงค์เมื่อพรรษาที่ ๓๓ เมื่อมาพบสถานที่สัปปายะสุดท้ายของท่านคือ
“วัดเขารังเสือ” ด้วยอายุในขณะนั้น ๕๕ปี
..........พี่แดง มัคทายกแห่งวัดศรีสุริยวงศ์ ราชบุรี ได้เล่าให้ผมฟังว่า “สมัยพี่แดงยังรุ่นๆขี่มอเตอร์ไซด์ไปวัดเขารังเสือ โอ๊ย......หลวงปู่ท่านอยู่ในถ้ำท่านไม่ค่อยออกไปไหนหรอก ท่านอยู่ของท่านคนเดียวไม่มีพระอยู่ด้วยหรอก ท่านเป็นพระพูดน้อย เวลาบิณฑบาตรท่านก็บิณฑบาตรใกล้ๆถ้ำไม่ไกลหรอก ตอนนั้นหลวงปู่ท่านน่าจะอายุราวๆสี่สิบ ห้าสิบน๊า เวลามีใครไปหาท่านๆก็แจกพระ แจกในถ้ำนั่นแหละพี่แดงจำไม่ได้ว่ามีพระอะไรมั่ง.......ผมถามพี่แดงต่อว่า แล้วหลวงปู่ท่านสรงน้ำที่ไหนพี่แดง ผมเห็นในถ้ำไม่มีน้ำเลย ...เอๆๆๆๆๆๆ อันนี้พี่แดงก็ไม่รูน๊า ลองถามคนแก่ๆแถวนั้นดูสิ จะได้รู้มากกว่านี้ ”
...........จากตอนที่1 ที่ผมได้เรียบเรียงถึงประโยค “เมื่อก่อนญาติโยมไม่เคยมีใครรู้ว่าท่านมาจากไหน จนกระทั่งมีหลวงพ่อรูปหนึ่ง ท่านจะมาหาหลวงปู่ชอบ ที่เขารังเสือ จอมบึง เหตุการณ์ขณะนั้นอยู่ที่ขนส่งสายใต้เก่า ท่านได้ถามน้าพี่พรว่า (พีพรเป็นภรรยาของพี่ยา) อาตมาจะไปราชบุรี ไปจอมบึง ไปวัดเขารังเสือไปยังไง น้าของพี่พรก็บอกเส้นทางการเดินทางไปวัดเขารังเสือจนหลวงพ่อรูปนั้นเข้าใจ หลวงพ่อรูปนั้นท่านจึงพูดต่อว่า อาตมาจะไปหาหลวงปู่ชอบ วัดเขารังเสือ เพราะเคยพบกันมาก่อนหลวงปู่ชอบท่านเป็นพระลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านไปเรียนกรรมฐานกับหลวงปู่มั่น อาตมาจะไปกราบท่าน ท่านเดินธุดงค์ไปทั่ว.” ...........ผมในฐานะลูกๆหลานๆผู้ศรัทธาหลวงปู่ ผมเคยตั้งคำถามว่า พระอาจารย์ผู้สอนกรรมฐานให้กับหลวงปู่ชอบ นอกจากหลวงปู่มั่นแล้ว มีพระอาจารย์ท่านใดอีกบ้าง??.........แล้วพระอาจารย์ของหลวงปู่ที่เหลือเป็นหลวงปู่ท่านใดบ้าง.........ในป่าย่อมมีอาถรรพ์ของป่า หลวงปู่ต้องมีวิชาติดตัว......ใครหนอสอนวิชาให้หลวงปู่ท่านในยุคแรก?............หรือธรรมะเพียงนักธรรมบวกความเด็ดเดี่ยวทำให้หลวงปู่แตกวิชชาที่เหล่ามวลมนุษย์เทวดาอินทร์พรหมและสัตว์โลกเคารพบูชาในตัวหลวงปู่ท่าน.....
วัดเขารังเสือแห่งนี้ ก่อนที่จะกลายมาเป็นวัดได้นั้น พื้นที่เดิมเป็นป่าเขาลำเนาไพร ผมอยากให้ทุกๆท่านลองจินตนาการดูสิครับว่าการดำรงชีพจะเป็นอย่างไร การบิณฑบาตรของหลวงปู่ การขบฉัน การกิน การอยู่อาศัยของหลวงปู่ชอบ ท่านคงต้องใช้ความพากเพียรวิริยะอุตสาหะเป็นอย่างสูงโดยมีธรรมะของพระพุทธเจ้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่หลวงปู่ถือครองสติอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ผมขออนุญาตนำประวัติสังเขปที่พระอาจารย์บรรพต ท่านเจ้าอาวาสวัดเขารังเสือรูปปัจจุบันได้สืบค้นเรื่องราวของหลวงปู่กับถ้ำเขารังเสือ โดยพระอาจารย์มีความเพียรมาก และผมชื่นชมพระอาจารย์ท่านมากโดยเป็นการสืบค้นที่มีประจักษ์พยานทางคำพูดแห่งอดีต ที่เคยเป็นที่พักพิงของเสือและเกี่ยวข้องกับหลวงปู่ชอบโดยตรงดังนี้ครับ “พ.ศ.2508 หลวงปู่ชอบได้เข้ามาอยู่และพิจารณาเห็นว่า บริเวณถ้ำเขารังเสือแห่งนี้เหมาะแก่การอยู่ปฏิบัติและเจริญสมณธรรม ท่านจึงได้ไปชักชวนญาติโยมที่ถ้ำเขาน้อย อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นบริเวณที่ท่านเคยอยู่มาก่อนให้มาช่วยกันพัฒนาถ้ำเขารังเสือ เป็นเหตุให้มีประชาชนจากบริเวณถ้ำเขาน้อยอพยพเข้ามาอยู่อาศัยซึ่งแม้ในช่วงแรกอยู่อาศัยเพียงไม่กี่ครอบครัวก็ตาม (น้อย แซ่ลิ้ม 2552 : สัมภาษณ์) ต่อมาผู้ใหญ่พิน ผาสุข ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้นได้ชักชวนชาวบ้านบริเวณนี้และบริเวณใกล้เคียงให้มาช่วยกันพัฒนาถ้ำเขารังเสือเพื่อให้เหมาะกับการเป็นที่อยู่อาศัยปฏิบัติและเจริญสมณธรรมแก่พระภิกษุสงฆ์ต่อไป ถ้ำเขารังเสือในอดีตแม้ว่าจะเคยมีพระสงฆ์อาศัยปฏิบัติและเจริญสมณธรรมมาก่อนแต่ไม่สามารถอยู่ได้นาน เนื่องจากสภาพบริเวณนี้เป็นป่าทึบทำให้ยากลำบากต่อการเดินทางเข้ามาทำบุญและยากลำบากต่อการจำพรรษาของพระสงฆ์ (พระนกเอี้ยง ยสชาโต 2552 : สัมภาษณ์)
ก่อนหน้าที่จะมีการสร้างวัดเขารังเสือ ชาวบ้านที่เลื่อมใสและศรัทธาในพุทธศาสนาต้องเดินทางไปทำบุญที่วัดจอมบึงซึ่งตั้งอยู่ในตัวอำเภอจอมบึง และมีระยะห่างจากบริเวณนี้ถึงประมาณ 10 กิโลเมตร หรือไม่ก็ต้องเดินทางไปทำบุญที่วัดเขาปิ่นทอง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีระยะห่างจากบริเวณนี้ถึงประมาณ 10 กิโลเมตรเช่นเดียวกัน อีกทั้งในขณะนั้นวัดสูงเนินก็ยังไม่ได้สร้าง มีแต่เพียงที่พักสงฆ์ร้างซึ่งเดิมทีตั้งอยู่ในบริเวณวัดสูงเนินในปัจจุบันนี้ หรือแม้แต่วัดถ้ำสิงโตทองก็เป็นแต่เพียงที่พักสงฆ์มีพระภิกษุอยู่จำพรรษาเพียงรูปเดียว คือ พระอาจารย์เสือหรือพระอาจารย์มานิตย์ผู้ชักชวนหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพมหานคร ให้มาอยู่ปฏิบัติและเจริญสมณธรรมที่เขาชุกดงหรือเขาถ้ำสิงโตทอง (พระนกเอี้ยง ยสชาโต 2552: สัมภาษณ์)
หลังจากการบูรณะถ้ำเขารังเสือแล้วประชาชนส่วนใหญ่มาทำบุญกับหลวงปู่ชอบและหลวงปู่เกรา พร้อมทั้งได้ช่วยกันพัฒนาบริเวณปากถ้ำและภายในถ้ำเขารังเสือให้ดีขึ้นตามลำดับ จนในที่สุดหลวงปู่ชอบก็ตัดสินใจที่จะอยู่ปฏิบัติและเจริญสมณธรรม ณ ถ้ำเขารังเสือแห่งนี้ ดังนั้นหลวงปู่ชอบและหลวงปู่เกราได้ให้ช่วยกันซื้อที่ดินบริเวณรอบๆ ถ้ำเขารังเสือ โดยเงินที่นำไปซื้อที่ดินบริเวณรอบๆ ถ้ำเขารังเสือทั้งสองรูปนำมาจากการบอกบุญกับญาติพี่น้องของทั้งสองรูป ซึ่งหลังจากได้เงินมาจำนวนหนึ่ง โดยสามารถซื้อที่บริเวณถ้ำเขารังเสือแห่งนี้มีเนื้อที่ 25 ไร่ 2 งาน 89 ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ 12492 ในสมัยนั้นราคาที่ดินยังไม่สูงราคา จึงทำให้ซื้อได้ในราคาประมาณไร่ละ 1,000 บาท จากนั้นก็ได้ทำเป็นที่พักสงฆ์ขึ้นเพื่ออยู่ปฏิบัติเจริญสมณธรรมและเป็นเนื้อนาบุญให้กับชาวบ้านบริเวณนี้และชาวบ้านใกล้เคียง(ประวิทย์ จำปาทอง 2552 : สัมภาษณ์)
เริ่มแรกของการก่อสร้างวัดเขารังเสือหลวงปู่ชอบก็ได้พาญาติโยมที่มีจิตศรัทธาช่วยกันขุดเจาะถ้ำและปรับปรุงพัฒนาจนเป็นที่ที่พอจะสามารถอยู่ปฏิบัติเจริญสมณธรรมได้ ส่วนบริเวณหน้าปากถ้ำก็ได้สร้างกุฏิไม้หลังเล็กๆไว้ 1 หลัง อยู่ทางด้านซ้ายมือก่อนเข้าถ้ำ ส่วนทางด้านขวามือก่อนเข้าถ้ำนั้นได้ทำการสร้างโรงครัวไว้ 1 หลัง สร้างด้วยไม้ โดยสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2521 นอกจากนี้ได้ก่อสร้างศาลาไม้ 1 หลัง โดยเมื่อเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้วหลวงปู่ชอบจึงขออนุญาตสร้างวัด ซึ่งได้ทำการขออนุญาตสร้างวัดต่อทางเจ้าคณะอำเภอ และได้รับอนุญาตให้เป็นวัดได้ ในเวลาต่อมาเมื่อ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2528 เขตวิสุงคามสีมากว้าง 30 เมตร ยาว 50 เมตร(ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่มที่ 22, 2547: 249) และต่อมาในวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2531 จึงได้ทำการวางศิลาฤกษ์อุโบสถแล้วทำการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ นับจากวันนั้นเป็นต้นมาประชาชนจากที่ต่างๆ ทั้งใกล้และไกลก็มักเดินทางมากราบนมัสการและขอพรจากหลวงปู่ชอบ ปทีโป และทำบุญ ณ วัดถ้ำเสือกันอย่างต่อเนื่อง (กิตินันท์ กิ่งทองสุก สัมภาษณ์ : 2553)

ภาพวัดขณะที่เริ่มสร้าง
ตลอดเวลาที่จำพรรษาและปฏิบัติเจริญสมณธรรม ณ วัดเขารังเสือแห่งนี้ หลวงปู่จะอยู่แต่เพียงในถ้ำมาโดยตลอด และถ้านับย้อนไปตั้งแต่ท่านออกเดินธุดงค์เพื่อแสวงหาโมกขธรรมนั้น ท่านจะอยู่แต่เพียงป่าเขาและถ้ำมาโดยตลอด แต่ถึงกระนั้นแม้ว่าหลวงปู่จะมุ่งแต่ปฏิบัติธรรม แต่ก็ไม่เคยทอดทิ้งชาวบ้าน หลวงปู่มีเมตตาแต่ชาวบ้านอย่างมาก ซึ่งในเรื่องดังกล่าว มงคลข่าวสด (2546 : 1-6) ได้เคยลงข่าวเกี่ยวกับหลวงปู่ชอบไว้ดังนี้ “หลวงปู่ชอบ แม้จะเป็นพระที่ไม่ฝักใฝ่ในทางโลก มุ่งเจริญกรรมฐานอันเป็นกุศลที่ชื่นชอบก็ตาม แต่ด้วยใจเมตตาการุณย์ต่อชาวบ้าน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ในเขตอำเภอจอมบึงนั้นเป็นถิ่นทุรกันดาร การเดินทางไปมาหาสู่ค่อนข้างยากลำบาก ช่วงหน้าแล้ง น้ำกิน น้ำใช้ในหนองขอดแห้งเป็นขุ่นโคลน ชาวบ้านต้องอาศัยน้ำฝนประทั่งชีวิต ยิ่งข้าวปลาอาหารก็หาได้ยาก ดังนั้นใน พ.ศ. 2521 หลวงปู่จึงได้สร้างเสนาสนะและพัฒนาวัด จัดซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นอีก 16 ไร่ เศษ จากนั้นก็ติดต่อกรมทรัพยากรธรณีให้มาขุดเจาะบ่อบาดาล เพื่อให้ชาวบ้านได้มีน้ำสำหรับอุปโภค-บริโภค นอกจากนี้ยังได้ขุดสระน้ำเพิ่มอีก 2 แห่ง เพื่อให้ประชาชนได้มีน้ำอุปโภคอย่างเพียงพอ”

ภาพวัดเขารังเสือขณะที่สร้างเสร็จ
ขณะเดียวกันหลวงปู่ชอบยังได้สร้างถนนจากวัดเชื่อมถนนสายปากบึง-หนองกวาง ซ่อมแซมถนนสายโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชจอมบึงถึงวัดเขารังเสือ ถนนสายวัดเขารังเสือ-ถ้ำสิงโตทอง นอกจากนี้ยังจัดให้มีวิทยุกระจายเสียงหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าเสียงตามสายภายในวัดและหมู่บ้าน นำไฟฟ้าเข้าสู่วัดและหมู่บ้าน ที่สำคัญยังได้ปลูกป่าอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความร่มเย็นให้กับวัด และหลังจากที่ได้ก่อสร้างวัดจนแล้วเสร็จหลวงปู่ใช้วัดนี้ว่า “วัดเขารังเสือ”

ภาพวัดเขารังเสือในปัจจุบัน
การมรณะภาพ
หลวงปู่ชอบอยู่จำพรรษาจนถึง พ.ศ. 2546 และเป็นปีที่จะมีอายุครบ 93 ปี แต่สุขภาพของหลวงปู่ไม่ค่อยแข็งแรง จนกระทั่งประมาณต้นเดือนกันยายน พ.ศ. 2546 คณะสงฆ์จึงได้พาหลวงปู่ส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชจอมบึง และได้พักรักษาอาการอาพาธอยู่ที่โรงพยาบาลยุพราชจอมบึงได้ระยะหนึ่ง จึงได้ส่งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี จนกระทั่งวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2546 ท่านก็ได้ละสังขารด้วยอาการอันสงบ เมื่อเวลา 18.55 น. ณ โรงพยาบาลศูนย์ราชบุรีด้วยโรคชรา สิริอายุ 94 ปี พรรษา 71ด้วย ทางคณะกรรมการวัดและคณะสงฆ์วัดเขารังเสือได้ตั้งบำเพ็ญกุศลศพของหลวงปู่ชอบ ปทีโป (พงษ์ไพบูลย์)หรือพระครูประทีปธรรมสถิตจนถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 โดยร่างกายของท่านไม่เน่าไม่เปื่อยทางคณะศิษยานุศิษย์จึงได้นำสังขารของท่านบรรจุไว้ในโลงแก้วและตั้งไว้ที่วิหาร ภายในวัดเขารังเสือได้ทำการเก็บสรีระของท่าน และนำมาประดิษฐานไว้ในวิหารเพื่อให้บรรดาศิษยานุศิษย์และบรรดาผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาในตัวของท่านได้มาเคารพสักการบูชากันต่อไป ”
.....ก่อนที่หลวงปู่ท่านจะละสังขาร เหตุการณ์ในช่วงนั้นนั้นไม่มีสัญญาณบ่งบอกว่าหลวงปู่ท่านจะละสังขารเพราะหลวงปู่ท่านยังแข็งแรงดีอยู่ พี่ยาได้เล่าให้ผมฟังว่า ครานั้นในปี พ.ศ.๒๕๔๔ หรือ ๒๕๔๕ ทหารช่างเขากรวดชุดเดิม ช. พัน 602 ที่ได้ร่วมกันสร้างพระกริ่งทหารช่างหลวงปู่ชอบ ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นที่แสวงหาของทหาร หารและผู้เคารพศรัทธาที่ต้องการหาคุณพระคุ้มครอง แต่ปัจจุบันนี้จะหาพระกริ่งบูชายังไงก็ค่อนข้างยากเอาการอยู่ แม้นพบพระกริ่งทหารช่างสักองค์จะบูชาก็แพงเกินในฐานะคนพอเพียงอย่างเราจะบูชา ครานั้นทีมผู้สร้างพระกริ่ง ได้ร่วมกันปรึกษาหารือกันเป็นการภายในว่าอยากจะสร้างรูปหล่อโบราณลอยองค์หลวงปู่ชอบ เพื่อแจกจ่ายแกกำลังพลทหาร หารที่สั่งจอง โดยทีมทหารช่างผู้สร้างพระกริ่งชุดเดิมเป็นแม่งานสร้างหล่อโบราณให้หลวงปู่สักรุ่นนึงเพื่อหาเงินเข้าวัดให้หลวงปู่โดยไม่ขอหวังผลตอบแทนอันใดและทางวัดเขารังเสือจะได้มีปัจจัยเอาไว้บำรุงศาสนสถาน อีกทั้งเพื่อเอาไว้ให้คุ้มตัวคุ้มครองเป็นกำลังใจแก่ทหาร หาร และแก่ผู้ศรัทธาหลวงปู่ ทั้งหมดนี้ทำไปด้วยกำลังศรัทธาไม่มีเรื่องผลประโยชน์มาแอบแฝง ทีมทหารช่างทั้งหมดจึงได้กราบเรียนวัตถุประสงค์การสร้างรูปหล่อโบราณลอยองค์หลวงปู่ชอบ ให้กับหลวงปู่ท่านได้รับทราบและเพื่อให้หลวงปู่ท่านพิจารณาของท่านเองในกุศลเจตนาของผู้สร้าง
หลวงปู่ชอบเมื่อท่านได้รับทราบกุศลเจตนาของทหารช่างแล้ว ท่านเองก็ยิ้มๆ แล้วหลวงปู่ก็ได้กล่าวว่า “รีบๆหน่อยนะ” ท่านพูดออกมาเพียงเท่านี้จริงๆ
แต่แล้วเหมือนความมืดแผ่เข้ามาปกคลุมเมื่อมีเสียงครหานินทาจากบุคคลที่ไม่พึงประสงค์จะให้มีการสร้างรูปหล่อโบราณลอยองค์เกิดขึ้นด้วยการกล่าวหาต่อว่าทีมทหารช่างชุดนี้ชุดที่สร้างพระกริ่งทหารช่างอันศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่ กล่าวหาว่าไปต่างๆนา จนในที่สุดกำลังกุศลเจตนาใฝ่ดีมีพลังงานไม่เพียงพอที่จะดำเนินการต่อเนื่องตามที่องค์หลวงปู่ท่านได้กล่าวว่า “รีบๆหน่อยนะ” ได้จึงต้องพ่ายให้กับพลังงานของอวิชชาที่ครอบงำความคิดกลุ่มบุคคลที่ไม่พึงประสงค์จะให้สร้าง
ผมได้ฟังข้อมูลจากทีมทหารช่างผู้สร้างพระกริ่งเล่าให้ฟังแล้ว ก็รู้สึกถึงพลังสติปัญญาของสาธุชนทุกกลุ่ม ในใจผมมีคำตอบแต่เพียงว่าน่าเสียดายที่ผมไม่มีโอกาสเห็นรูปหล่อลอยองค์ในพิธีหล่อโบราณ ของหลวงปู่ชอบ ปทีโป น่าเสียดายที่พลังของสาธุชน ถ้าท่านนับ หนึ่ง สอง สาม ที่ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกท่านจะรักและเคารพหลวงปู่ชอบ ปทีโป แห่งวัดเขารังเสือ อริยะสงฆ์แห่งจังหวัดราชบุรีและของแผ่นดินไทย อย่างไม่มีประมาณการ
“ รีบๆหน่อยนะ” หลวงปู่ท่านรู้และทราบด้วยฌาณวิถีของท่านเองแล้วว่า...ท่านจะไปแล้ว.......หลวงปู่ที่ผมทั้งรักและศรัทธาอีกรูปหนึ่ง “หลวงปู่ชอบ ปทีโป”
- ฮิต: 151